ภูเรือในห้วงความทรงจำ EP.2 - หนึ่งเดือนครึ่งท่ามกลางขุนเขา ชีวิตหลังถูกเลย์ออฟ

พอเดินไปดูเข็มวัดระดับน้ำมันเชื้อเพลิงบนหน้าปัดรถให้เต็มสองตา ผมถึงกับเอามือกุมหัว เพราะมันอยู่ในขั้นวิกฤตสุด ๆ เหมือนกับน้ำท่วมหาดใหญ่ปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ถ้าเข็มวัดลงไปอยู่ทางซ้ายจนติดขอบ จะมองเห็นตัวอักษร "E" ชัดเจน
"E" ย่อมาจาก Empty ในภาษาอังกฤษ แปลว่าว่างเปล่า และนั่นคือข้อความที่ส่งตรงมาจากเครื่องยนต์รถ เพื่อบอกว่า "นายต้องรีบหาปั๊มที่ใกล้ที่สุด แล้วไปเติมให้มันเต็มถังซะ"
เป็นเรื่องที่น่าเสียดายว่า "น้ำตกตาดหมอก" ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่นี่ขายแล้วขายอีก ว่าสวยงามนักหนา ก็ไม่ได้อยู่ไกลจากลานกางเต็นท์นี้มากนัก เพียงขับต่อขึ้นไปบนภูเขาไม่กี่อึดใจ ก็จะได้พบกับสิ่งที่น่าสนใจซึ่งรังสรรค์โดยธรรมชาติ
ถังแดงหน้ารถของผมก็ว่างเปล่า ปกติผมไม่เคยพลาดที่จะเติมน้ำมันสำรองเอาไว้ในถังใบนี้ ความจุระดับ 5 ลิตร สามารถใช้เติมรถคันนี้ได้เต็ม ๆ หนึ่งถัง และเหลือเก็บไว้เติมได้อีกครั้ง ส่วนที่เหลือนี้น่าจะประมาณ 1 ใน 3 ของถัง
มนุษย์ชนชั้นกลางในเมืองซื้อประกันสุขภาพไว้เป็นหลักประกันเมื่อคราต้องเจ็บป่วย นักเดินทางอย่างผมก็ซื้อประกันไว้เหมือนกัน ด้วยการเติมน้ำมันให้เต็มถังเข้าไว้ แต่วันนี้... ประกันของผมมันดันหมดอายุพอดี
เป็นอันว่าแผนน้ำตกต้องพับเก็บ ผมเลือกแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก่อน รีบลงมาจากบนเขาเพื่อไปหาปั๊มน้ำมัน
ไม่ว่าจะเส้นทางขึ้นหรือลงภูเขาล้วนน่ากลัว แต่ถ้าให้เลือกว่ากลัวขาไหนมากกว่า ผมจะเลือกตอบ "ขาลง" ก่อน ยิ่งภูเขาที่มีความสูงชันมาก ถ้าขี่รถไม่ชำนาญก็อาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ๆ
วัตถุไหลลงจากที่สูงด้วยแรงโน้มถ่วง จะทำให้ความเร่งของวัตถุนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทางบนเขานั้นคดเคี้ยว เพราะถนนสร้างขึ้นบนสันเขาเพื่อให้ยานพาหนะค่อย ๆ ไต่ทำระดับขึ้นไป ผู้ขับขี่จึงต้องเรียนรู้การใช้เกียร์และเบรกที่ถูกต้องเพื่อชะลอความเร็วของรถให้เหมาะสม อยู่ในการควบคุม ไม่ว่าจะเส้นทางไหน ๆ ก็จงมีสติ ห้ามประมาทเด็ดขาด
ผมไม่เคยเป็นผู้ประสบภัย และไม่อยากเป็นด้วย จะมีก็แต่เฉียด ๆ เมื่อครั้งไปเที่ยวสะพานมอญ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ผมขับรถลงจากภูเขาสูงในลักษณะเดียวกันสู่สะพานรันตี ทางลงเขาที่นั่นเป็นทางตรงดิกหลายกิโลเมตรก่อนจะเข้าโค้งเลี้ยวซ้ายแบบฉับพลัน ตอนนั้นผมยังขับรถไม่ชำนาญเท่าไหร่ ก็คิดไปเองว่าเกียร์ 2 เอาอยู่
พอเอาเข้าจริงปรากฏว่าคิดผิด ระหว่างลงเขารถเร่งความเร็วขึ้นแบบทวีคูณ ผมตกใจสุดขีดรีบปลดเกียร์ลงอีกเป็นเกียร์ 1 เสียงเครื่องยนต์ดังคำรามเหมือนเสียงภูเขาไฟกรากะตัวระเบิดเพื่อฉุดกระชากความเร็วรถลงให้อยู่ตามรอบเกียร์ ผมเข้าโค้งซ้ายหักศอกตรงนั้นผ่านไปได้ด้วยดี แต่ตอนนั้นมีแอบคิดจริงๆ นะว่า "รถกำลังจะสูญเสียการควบคุมและอาจจะกระเด็นลงข้างทางสักที่" โชคดีที่ไม่ได้เป็นแบบนั้น ผมปลอดภัยและยังถือบัตรโชคดีอยู่ ผมไม่ขอบคุณหลวงพ่อที่แขวนคอไว้ แต่ขอบคุณเครื่องยนต์ที่ถึกทนมากพอ พร้อมด้วยสติอันน้อยนิดช่วยให้ผ่านวินาทีนั้นมาได้ ดังนั้น "เกียร์ 1" คือคำตอบสุดท้ายเมื่อยามต้องลงเขาของผมเสมอ ช้าหน่อยแต่ชัวร์ ผมขี่รถลงมาจากลานชมดาว อุทยานแห่งชาติตาดหมอกสู่พื้นราบโดยสวัสดิภาพ
แถวนี้ไม่ค่อยมีปั๊มน้ำมันเลย ผมเจอคนแถวนั้นจึงเอ่ยปากถาม ได้ความว่าใกล้ที่สุดก็คงในเมือง ซึ่งนั่นหมายความว่า จะต้องขี่ไปอีก 15 กิโลเมตร ด้วยน้ำมันขีดสุดท้าย สไตล์การเติมน้ำมันรถของผมคือ จะขี่ให้หมดถังไปเลยแล้วค่อยเติมให้เต็ม เพราะท้ายรถบรรทุกของไว้เต็มพิกัด การเติมน้ำมันหนึ่งครั้งเท่ากับการคลายแพ็คของทั้งหมด ยกลงมา ผมเลยหลีกเลี่ยงการเติมน้ำมันบ่อย ๆ ลองคำนวณด้วยประสบการณ์ก็คิดว่าน่าจะไปถึงปั๊มนั้นได้ด้วยน้ำมันเท่าที่มี แต่ก็มีความเสี่ยงอยู่บ้าง ถ้าหมดกลางทางก็ไม่เป็นไรค่อยเข็นเอา
ผมขี่รถไปตามทางเข้าเมือง ในที่สุดก็มาถึงปั๊ม พอน้ำมันเต็มถังก็คลายความกังวลราวกับยกกางเกงในออกจากร่างกาย พลางเปิดพัดลมเป่าตูดในวันหยุดสุดสัปดาห์
---
เสียงในหัวพาไป เดินทางไปวัดผาซ่อนแก้ว
อันที่จริงผมอยากไปเที่ยววัดผาซ่อนแก้ว ผมเคยเห็นแต่ในรูปมานาน พระพุทธรูปสีขาวองค์ใหญ่กับฉากหลังภูเขาแน่นตึ้บ แต่ผมค่อนข้างชั่งใจ เพราะทางที่จะขึ้นไปบนนั้นเป็นภูเขา รถเล็กอย่างผมไม่สามารถทำเวลาให้เร็วได้ตามต้องการเนื่องมาจากเหตุผลด้านความปลอดภัย ประกอบกับมีระยะทางพอสมควร และไม่ใช่ทางผ่านไปภูเรือ
นั่นแสดงว่าผมต้องขับขึ้นไปที่วัดผาซ่อนแก้ว เสร็จแล้วขับกลับมายังทางแยกอีกครั้ง จากนั้นค่อยขับต่อไปที่ภูเรือ และนั่นจะทำให้วันนี้ที่ผมตั้งใจขับรถชิล ๆ กลายเป็นความตึงเครียดทันที เพราะสภาพภูมิประเทศตั้งแต่อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ อำเภอด่านซ้าย เรื่อยไปจนถึงอำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ทั้งหมดนี้ก็ต้องขี่บนเขาเช่นกัน ผมกลัวว่าจะไปถึงภูเรือมืดค่ำ เวลาซึ่งเป็นกฎเหล็กในการเดินทางว่าจะไม่ขี่รถทางไกลเวลานั้นเด็ดขาด เป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเมื่อคืนผมนอนคิดแล้วไม่ได้คำตอบสักที
ผมจอดรถอยู่ตรง "สี่แยกอาเซียน" เขตอำเภอหล่มสัก มีรถมากมายแล่นอยู่บนท้องถนน รถจำนวนมากเลี้ยวซ้ายแล้วตรงดิ่งไปตามทาง ป้ายบอกทางเขียนชัดเจนว่า ไปภูทับเบิก - วัดผาซ่อนแก้ว ภูเขาสูงลูกด้านหน้ากำลังเรียกหาผมอยู่ มันสวย และน่าสนใจจนผมไม่หยุดมอง
ตอนนั้นเวลาประมาณ 11 โมงครึ่ง ผมคิดคำนวณเวลาและระยะทางอีกครั้ง จากตรงนี้ไปถึงวัดผาซ่อนแก้ว 25 กิโลเมตร ไป-กลับรวมเป็น 50 กิโลเมตร บวกกับอีก 100 กิโลเมตรเพื่อไปถึงภูเรือ ผมได้คำตอบว่ายังพอได้อยู่ และที่สำคัญวันนี้ก็พลาดน้ำตกไปแล้วด้วย เลยตัดสินใจเลี้ยวซ้ายไปวัดผาซ่อนแก้ว ผมขับไปเรื่อยจนถึงแยกน้ำชุน จากพื้นราบก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นทางชัน ตอนนี้ผมกำลังขับรถขึ้นเขาค้ออยู่
ถนนหนทางตรงนี้ค่อนข้างขับง่าย ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 บริเวณนี้เต็มไปด้วยนักถ่ายภาพ พวกเขามักจะตั้งซุ้มเล็กๆ อยู่รายทางให้เห็นโดยทั่วไป ไม่ได้ถ่ายวิวธรรมชาติ แต่เน้นถ่าย "สิงห์นักบิด" ยอดนักเที่ยวอย่างผม กับคนที่มีอุดมการณ์ใกล้เคียงกันโดยเฉพาะ เมื่อรถมอเตอร์ไซค์แล่นผ่าน นักถ่ายภาพจะหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายเก็บไว้ รัวชัตเตอร์ไฟแล่บ เสร็จแล้วก็เอาไปโพสต์ในช่องทางของตัวเองอย่างเช่น Facebook พร้อมกับลายน้ำยุบยับเต็มภาพ เพื่อบอกว่าใครเป็นคนถ่าย
พอเหลือบไปเห็นรูปตัวเองกำลังขับรถเที่ยวเท่ ๆ บน Facebook นั้น ถ้าอยากจะเอารูปไปใช้ต่อโดยไม่มีลายน้ำก็เพียงโอนเงินให้กับช่างภาพ เกิดการซื้อขายกันเป็นกิจลักษณะ สนนราคาเท่าที่ผมทราบก็ประมาณ 300 บาท ผมเคยเห็นรูปที่มีคนไปซื้อมาในลักษณะนี้ คนซื้อถูกใจเพราะมีคนถ่ายรูปที่ตัวเองไม่มีศักยภาพจะถ่ายเองได้เก็บไว้ให้ ภาพที่ได้ก็คมชัดมีคุณภาพดี ราคาที่ต้องจ่ายก็ไม่แพงจนเกินไป เงินอยู่ในอากาศ แค่มีกล้องสักตัวก็สร้างงานสร้างอาชีพเลี้ยงตนเองได้โดยไม่ต้องลงทุนเงินมาก น่าเสียดายที่วันนี้ผมมีเวลาน้อยก็เลยอดเป็น "หัวแถว" กับเค้าบ้าง
มองเห็นวัดผาซ่อนแก้วมาแต่ไกล พระพุทธรูปองค์สีขาวตั้งอยู่เด่นตระหง่านท่ามกลางทะเลภูเขา ผมยังอยู่บนถนนแต่ค่อย ๆ กระชั้นชิดใกล้วัดเข้ามาเรื่อย ในที่สุดก็มาถึง ที่นี่คนเยอะมาก ๆ เป็นจุดแลนด์มาร์กที่ใคร ๆ ก็ต้องมา
เมื่อนั้นความอลังการที่เห็นจากบนถนนก็ขยายเต็มสองตา เบื้องหลังคือความขาวสะอาดตาของ "พระพุทธรูป 5 พระองค์" ที่ตัดกับสีฟ้าของท้องฟ้า ทำให้รู้สึกสงบอย่างน่าประหลาด ผมเดินต่อมายัง "เจดีย์พระธาตุผาซ่อนแก้ว" ที่ตั้งอยู่ใกล้กัน ตัวเจดีย์ไม่ได้ทาสีทั่วไป แต่ถูกประดับด้วยถ้วยชามเบญจรงค์ เซรามิก และลูกปัดหลากสีสันมากชิ้นที่เรียงร้อยเป็นลวดลายระยิบระยับ วัดผาซ่อนแก้ว สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2547 โดย หลวงพ่ออำนาจ โอภาโส เพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม มีตำนานเล่าว่าชาวบ้านละแวกนั้นมักเห็นลูกแก้ววิเศษลอยหายเข้าไปในถ้ำบนยอดผา จึงเป็นที่มาของชื่อ "ผาซ่อนแก้ว" อันศักดิ์สิทธิ์ จากสำนักสงฆ์เล็ก ๆ วันนั้น ก็กลายเป็นแลนด์มาร์กยอดฮิตในวันนี้
ด้วยความที่วิวมันสวยผมก็เลยอยากพักอยู่ตรงนี้นาน ๆ จำได้ว่าตรงหน้าวัดที่เดินผ่านมามีร้านขายอาหารที่มีระเบียงมองเห็นวิวสวย ๆ ด้วย ก็เลยเดินไปสั่งของกินกับน้ำอัดลม กินเพื่อเพิ่มพลังงาน พร้อมกับต่อเวลาเอกเขนกอยู่ตรงนี้นานอีกหน่อย มองดูวิวเขาค้อกินขนมจีนน้ำยาตีนไก่ เจริญอาหารดีนักแล
---



ถึงสักที ภูเรือที่รอคอย
ตอนนี้เวลาบ่ายโมงครึ่ง ผมรีบขับรถออกมาจากวัดเพื่อกลับไปยังแยกอาเซียน พร้อมจะเดินทางต่อไป จากนี้ไม่มีอะไรยาก ผมอยู่บนถนนหมายเลข 21 เรียบร้อยแล้ว แค่ขี่ตรงตามทางไปเรื่อย ๆ ก็จะถึงที่หมายบ้านพี่หนูดี ที่อำเภอภูเรือ
ระหว่างทางผมผ่านอำเภอหล่มเก่า ก่อนจะเข้าสู่จังหวัดเลย ที่อำเภอด่านซ้าย ด่านซ้ายมีที่เที่ยวเยอะมาก ผมเคยมากราบนมัสการพระธาตุศรีสองรักอยู่ครั้งหนึ่ง เคยมาเที่ยวพิพิธภัณฑ์ผีตาโขนที่วัดโพนชัย ตอนนั้นผมเพิ่งได้รู้ว่า "ผีตาโขน" มีต้นกำเนิดมาจากอำเภอด่านซ้ายนี่เอง
ผมมีโอกาสได้รู้จักเพื่อนรุ่นพี่ที่เปิดโฮมสเตย์ ขายแผ่นเสียงและชงกาแฟดริปไปด้วย เคยมานั่งซดกาแฟคุยกันอย่างออกรสจนเวลาล่วงเลยเถลไถลด้วยความเป็นคนที่ชอบอะไรคล้าย ๆ กัน น่าเสียดายที่วันนี้พี่เบียร์ไม่อยู่ อันที่จริงพอเข้าสู่ตัวเมืองด่านซ้าย ผมรีบตรงไปบ้านพี่เบียร์ทันทีด้วยหวังว่าจะได้พบปะพูดคุยอีกครั้ง
เจ้าหมาตัวใหญ่เห่าไล่ผมไม่หยุดเนื่องจากผมเป็นคนแปลกหน้า ที่ถือวิสาสะเดินเข้าไปในบ้านคนอื่นโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต ครั้งก่อนที่เคยมาคงเนิ่นนานมากแล้ว หมามันเลยจำไม่ได้ หรือไม่กลิ่นกายของผมอาจจะเปลี่ยนไป ผมรีบเดินออกจากบริเวณบ้านเพื่อสงบสติอารมณ์น้องหมา มันคงจะมองผมเป็น "อริราชศัตรูผู้บุกรุกบ้านหนองจาน" จึงไม่ลดเสียงเห่าตามไล่หลังไม่หยุด ผมดึงเสื้อแจ็คเก็ตสีน้ำเงินตัวเก่งที่ใส่กันแดดเวลาขับรถขึ้นมาดม กลิ่นก็ดูปกติดี ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ผมละ... อยู่ที่หมา จมูกไม่ดีแล้วมาโทษปี่โทษกลอง
เอาไว้โอกาสหน้าฟ้าใหม่ วันนี้ไม่มีที่ให้ผมไปต่อแล้ว จึงขับรถมุ่งหน้าตรงสู่อำเภอภูเรือทันที
ตอนนี้ผมอยู่หน้าตลาดสดภูเรือ ถือว่าวันนี้ทำเวลาได้ค่อนข้างดี เป็นเวลาบ่ายสี่โมงเย็น ผมจำทางเข้าบ้านพี่หนูดีไม่ได้แต่จำชื่อได้ บ้านพี่หนูดีที่ภูเรือนอกจากมีบ้านไม้ มีนา พี่หนูดียังทำคาเฟ่ ที่พักรีสอร์ต และศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงด้วย ที่แห่งนี้มีนามว่า “บ้านเพียงพอสุข” รีสอร์ตชื่อ “ภูเรือเรือนไม้” ส่วนคาเฟ่มีชื่อว่า “คาเฟ่ดีมีนา” พี่หนูดีเข้าใจตั้งชื่อมาก เพราะแค่ได้ยินชื่อก็เข้าใจได้ทันที คาแรกเตอร์มันชัดสุด ๆ
พี่หนูดีบอกมาก่อนหน้านี้แล้วว่าให้อยู่ที่นี่ได้ตามสบาย และฝากช่วยอยู่เป็นเพื่อนคุณแม่ด้วย เพราะพี่หนูดีจะไป ๆ มา ๆ ระหว่างกรุงเทพฯ และภูเรือ ส่วนคุณแม่จะอยู่ที่บ้านนี้ตลอด วันนี้ผมยังไม่เจอคุณแม่ พี่ ๆ สตาฟฟ์ที่นี่แจ้งข่าวว่าคุณแม่ไม่ค่อยสบายเพิ่งกลับจากโรงพยาบาล
ผมถามเรื่องบ้านไม้ที่ผมจะได้อยู่ พี่ ๆ บอกว่าคงต้องเป็นพรุ่งนี้ เพราะวันนี้ผมมาถึงเย็นมากแล้ว บ้านสภาพไม่ค่อยดีจะต้องส่งช่างไม้เข้าไปซ่อมบางจุดก่อน สรุปคืนนี้ผมเลยได้ไปนอนที่เรือนรับรองที่ภูเรือเรือนไม้ ห้องนี้ผมเคยมานอนแล้วหนึ่งครั้ง เตียงนุ่มสบาย ไม่มีแอร์ มีแต่พัดลม แต่ด้วยความที่ภูเรืออากาศดี มีแค่นี้ถือว่าครบครันแล้ว กลางคืนอุณหภูมิประมาณ 25 องศา กำลังสบายเลย
ผมออกไปหาของกินตอนเย็นนิดหน่อย มื้อแรกที่ภูเรือ คือ "ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟเส้นเล็ก" ก่อนจะกลับเข้าที่พัก ผมไม่ได้ทำอะไรต่อมากมาย นั่งเปิดอะไรดูใน YouTube บ้าง พอถึงเวลาก็นอน ผมชักอยากรู้แล้วว่าไอ้บ้านที่ผมจะได้อยู่ต่อจากนี้อีกหนึ่งเดือนครึ่งมันหน้าตาเป็นยังไง...
ติดตามตอนต่อไปที่ EP.3







