ภูเรือในห้วงความทรงจำ EP.3 - หนึ่งเดือนครึ่งท่ามกลางขุนเขา ชีวิตหลังถูกเลย์ออฟ

งานของผมสอนให้ต้องเตรียมตัวพร้อมและมีแผนการอยู่ตลอดเวลา เหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นเสมอแม้ว่าจะคิดคำนวณมาอย่างดีแล้วก็ตาม เรื่องราวประสาทแดกทั้งหลายมะรุมมะตุ้มเข้ามาให้มีโอกาสได้แสดงฝีมือแก้ไขอยู่เป็นระยะ แต่นั่นก็คือรสชาติของชีวิตที่หล่อหลอมให้เดินสู่หนทางของความเป็นมืออาชีพ ยิ่งทำมากก็ยิ่งเก่งมาก
ผมประกอบอาชีพ “ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ไอที (IT Product Owner)” ตำแหน่งชื่อไม่คุ้นสำหรับคนไม่ได้รู้จักมักจี่กับสายงานนี้ หน้าที่ของผมคือการเชื่อมโยงฝ่ายต่างๆในบริษัทมาทำงานด้วยกันเพื่อสร้างงานที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้คน ทำให้ทุกคนในทีม ให้ทุกองคพยพมองเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกันให้ได้มากที่สุดเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์และเดินหน้าสู่ความสำเร็จ เหมือนกับ Facebook, Instagram หรือถ้าเป็นยุคนี้ก็ต้องเป็น ChatGPT และ Gemini แอป AI สุดฉลาดที่รู้ไปซะทุกเรื่อง สั่งให้ทำได้แทบจะทุกอย่าง
ผมทำงานกับนักออกแบบ นักเขียนโปรแกรม และนักธุรกิจนักการตลาด ผมอาจไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด แต่ก็มั่นใจว่าตั้งใจทำงานอย่างสุดความสามารถ ใส่สุดใส่เต็มเท่าที่มี และเป็นอย่างนั้นเสมอมา
แผนการของการอยู่ที่ภูเรือต่อไปอีกหนึ่งเดือนครึ่งยังไม่ชัดเจนมากนัก แม้จะรู้แน่ชัดแล้วว่า หนึ่ง ผมอยากใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ด้วยความเนิบช้า และสอง ผมจะได้อยู่บ้านไม้เก่า ซึ่งจนบัดนี้ยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตาอันแท้จริง ส่วนที่เหลือผมไม่รู้อะไรเลย คงเป็นสิ่งที่ต้องควานหากันต่อไปจากนี้เพื่อเติมเต็มแผนการให้สมบูรณ์ ผมแค่รู้สึกไม่สบายตัวที่หน้ากระดาษเช็คลิสต์ภูเรือยังมีที่ว่างเยอะเกินไปหน่อย สองสามวันนี้ก็เลยคิดว่าจะออกไปท่องเที่ยวสำรวจเมือง จะได้รู้อะไรมากขึ้น
วันนี้ผมตื่นแต่เช้า เตรียมพร้อมออกไปข้างนอก ภูเรือไม่ได้เป็นเมืองใหญ่มากคงใช้เวลาสำรวจไม่นานมากนัก ทุกคนที่บ้านพี่หนูดีก็ตื่นแล้วเช่นกัน พี่คนดูแลสวนและทุ่งนากำลังจูงน้องควายออกไปกินหญ้า บาริสต้ากำลังง่วนอยู่กับการเตรียมของเปิดคาเฟ่ดีมีนา ผมเห็นชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมนิดๆ ใส่เสื้อลายสก็อตกำลังเดินออกไปพร้อมกับเครื่องมือช่างไม้ อาทิเช่น เลื่อย ค้อน ตะปู ผมรู้โดยทันทีเลยว่า นี่แหละคือนักซ่อมบ้านที่ผมจะได้อยู่
ผมได้เจอคุณแม่พี่หนูดีแล้วเรียบร้อย ท่านยังจำผมได้ดี ท่านอายุมากแล้วก็จริงแต่ยังแข็งแรงและมีความจำดีเยี่ยม ไม่ขี้หลงขี้ลืมเหมือนหมาที่บ้านพี่เบียร์ ท่านแอบกระซิบบอกว่า ที่ไปโรงพยาบาลมานั้น เป็นเพียงความเจ็บป่วยเล็กน้อยเท่านั้น ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงกังวล
---
บ้านไม้ที่ไม่ค่อยถูกชะตา
“เดินตามไปสิ นั่นแหละคือบ้านไม้ที่ลูกจะได้อยู่”
เสียงคุณแม่เปรียบเสมือนคำกล่าวต้อนรับสู่ภูเรืออย่างเป็นทางการ ผมพยักหน้าตอบรับ แต่ก็ขอเวลาสักครู่เดินกลับไปห้องนอนเรือนรับรองก่อน เก็บข้าวของสัมภาระไว้เรียบร้อยตั้งแต่เมื่อคืน ผมยกกระเป๋าสะพายใบใหญ่ที่สุดขึ้นบนหลัง มือซ้ายขวาแบกขนกระเป๋าใบที่เหลือข้างละใบสองใบ ของทั้งหมดที่เตรียมมาอยู่ภูเรือหนึ่งเดือนครึ่ง สามารถขนย้ายได้โดยการยกเพียงครั้งเดียว ผมคิดว่าจะขนของทั้งหมดไปวางไว้ใกล้ๆ บ้านไม้นั้น คุณแม่บอกว่ามีศาลาไม้หลังยาวอยู่ข้างบ้านด้วย ผมสามารถเอาสัมภาระไปวางไว้ตรงนั้นก่อนได้ระหว่างรอช่างไม้ซ่อมบ้าน
ก้าวเดินไปตามทางดินปูหญ้าที่ตรงมาจากหน้าคาเฟ่จะผ่านคอกควาย คอกควายนี้มีพื้นที่และบริเวณมากพอให้น้องควายหนึ่งตัวอยู่ได้สบายๆ มีความสุขราวกับเดินอยู่ในโครงการมิกซ์ยูสแถวสามย่านมิตรทาวน์ เมื่อเดินออกจากประตูเหล็กที่อยู่ติดกันภาพข้างหน้าก็คือ ทุ่งนาอันกว้างขวาง มียุ้งฉางและสะพานไม้ที่ทอดยาวลงไปในนั้น ฉากหลังคือ ภูครั่ง ภูเขาผู้เป็นดั่งเพื่อนบ้านเพื่อนสนิทที่โอบล้อมที่นี่เอาไว้
จินตนาการของเด็กน้อยชั้นอนุบาลในวัย 5 ขวบเมื่อครั้งได้เรียนวาดภาพระบายสีเป็นครั้งแรก ไม่ได้ก้าวไกลไปกว่าการวาดภูเขาหนึ่งลูก บ้านหนึ่งหลังอยู่หน้าภูเขา มองขึ้นไปบนฟ้าจะเห็นพระอาทิตย์ดวงกลมโตกับฝูงนกกากำลังโฉบบินผ่าน ภาพตรงหน้าที่มองเห็นอยู่นี้มีเกือบครบทุกอย่าง เว้นก็แต่ฝูงนกเท่านั้น ไม่ใช่ภาพฝันแต่คือความจริง น่าเสียดายที่ผมไม่มีดินสอสีพกติดมาด้วย จะต่อเติมภาพนี้ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วยการวาดเส้นโค้งสีดำสองเส้นบรรจบกันเพิ่มอีกาที่ขาดหายไป
ผมปลดกระเป๋าทั้งหมดวางไว้บนศาลาไม้ที่อยู่ข้างบ้าน เห็นตาตั๊กกำลังง่วนอยู่กับการซ่อมบันไดขึ้นบ้าน ความเสียหายไม่ได้หนักหน่วงมาก มีเพียงไม้พื้นบางแผ่นที่ผุพัง กับรั้วบันไดบางขั้นที่ไม้กร่อนจนหลุดออกมาจากเฟรมเท่านั้น แต่ในส่วนโครงสร้างเสาแต่ละต้นยังคงแข็งแรงแม้ผ่านกาลเวลา ผมจึงสามารถแทรกตัวเดินขึ้นบันไดไปสำรวจบ้านได้แบบสบายๆ โดยไม่ต้องกังวลว่าบ้านทั้งหลังจะพังถล่มลงมาเหมือนตึกสตง. เมื่อคราแผ่นดินไหว
บ้านไม้หลังนี้มีใต้ถุนยกสูงขึ้นไป ใต้ถุนเก็บเครื่องมือการเกษตรไว้เต็มพิกัดทั้งจอบ เสียม และเครื่องตัดหญ้า พอเดินขึ้นบันไดจนสุดแล้วหันหลังกลับมา จะเห็นนอกชานบ้านมองเห็นวิวสวยงาม มีแคร่ไม้อันหนึ่งตั้งไว้พอให้ได้นั่งเอกเขนกผ่อนคลาย ถัดไปเป็นห้องครัวก่อไฟแบบโบราณ ยังเห็นข้าวของเครื่องครัววางอยู่เรียงราย มีหม้อดิน เขียง จวัก และเตาอั้งโล่ เปิดประตูเข้าไปดูข้างในบ้านเห็นเป็นที่โล่งๆ แต่ค่อนข้างอับแสง โดยรวมไม่ค่อยมีอะไรพิเศษ กับมีหน้าต่างแบบเปิดบานออกสองข้างแซมอยู่ในทุกๆ ด้าน พร้อมฝุ่นตลบที่เดินไปทางไหนก็เจอ ฟุ้งเข้าจมูกจนต้องเอามือปิด สะท้อนสภาพขาดการดูแลเหมือนที่พี่หนูดีแจ้งไว้ก่อนหน้านี้
บ้านนี้สวยและคลาสสิกมาก แต่พอเห็นของจริงผมกลับรู้สึกไม่ถูกชะตาเท่าที่ควร อาจเพราะผมเคยชินกับการไปแคมป์ปิ้งกลางแจ้ง ผูกเปลกางเต็นท์ เลยอยากอยู่ในที่ที่อากาศโล่งโปร่งถ่ายเทกว่านี้ ได้มองเห็นแสงดาวและแสงจันทร์ ให้มีหมาเจ้าถิ่นมาเดินป้วนเปี้ยนใกล้ๆ บ้าง ผมก็เลยตัดสินใจยังไม่เอาของขึ้นมาบนบ้านก่อน ตาตั๊กส่งเสียงผ่านมาจากทางขึ้นบันไดว่า “อีกไม่นานก็จะซ่อมเสร็จแล้ว” คุณแม่พี่หนูดีจัดเตรียมชุดเครื่องนอนมาให้ใส่ไว้ในตะกร้าพลาสติก มีผ้าห่ม หมอน มุ้ง ผมรับตะกร้านั้นมาแล้วเอาไปวางไว้บนศาลาไม้ ข้างๆกองสัมภาระที่วางไว้ก่อนเดินขึ้นไปสำรวจบ้าน ผมชอบความรู้สึกของการเดินบนศาลาไม้ยาวหลังนี้มาก
---
ขี่มอเตอร์ไซค์สำรวจเมืองภูเรือ
เสร็จภารกิจเรื่องบ้าน ในที่สุดก็ได้เวลาออกไปสำรวจเมือง ผมค่อยๆ เดินผ่านเล้าไก่อ้อมไปอีกฟากเพื่อไปเอารถที่จอดไว้ตรงลาน น่าแปลกมีไก่อยู่ในเล้าตั้งมากมายแต่ไม่ยักได้กลิ่นขี้ไก่
พอสตาร์ทรถเสร็จก็ขับออกจากซอยบ้านพี่หนูดีออกสู่ถนนเส้นหลัก ซึ่งก็คือทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 21 ที่เราขับมาไกลตั้งแต่ลพบุรีโน่นเลย สภาพถนนที่ภูเรือมีความลาดชันสลับกับทางราบ ทำให้ต้องมีจังหวะเข้าเกียร์ 1 บ้างเล็กน้อยแต่พองาม พอพ้นจากเนินชันก็กลับมาขับเกียร์ 4 ได้ยาวๆ โดยรวมแล้วถือว่าขับง่าย มีรถแล่นบนท้องถนนบ้างแต่ก็ไม่ได้มากจนแออัด
ตัวเมืองภูเรือมีทุกอย่างครบครันแม้จะเป็นเมืองเล็กๆ มีสถานีขนส่ง ปั๊มน้ำมัน ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านสะดวกซัก ที่สำคัญมีร้านไก่ทอด KFC อาหารว่างสุดโปรดของผมด้วย ตอนนี้ผมหลุดโฟกัสไปชั่วคราวเพราะกำลังคิดว่า จะมาสั่งไก่วิงซ์แซ่บกินเพิ่มโซเดียมให้ร่างกายตอนไหนดี หลายคนบอกจังค์ฟู้ดไม่ดีต่อสุขภาพ แต่ก็มีอานุภาพควบคุมจิตใจอย่างรุนแรง ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุและไม่เคยจะหยุดกินได้จริงๆ สักที
ขับไปตามทางเรื่อยๆ ก็เจอร้านขายของชำ ธนาคาร โรงเรียน โรงพยาบาล เรื่อยไปจนถึงวัด พอขี่ไปจนสุดถนนจะเจอโค้งยูเทิร์น พอประเมินว่าไม่น่ามีอะไรเพิ่มเติมแล้วจึงเลี้ยวรถกลับมาเพื่อไปสำรวจอีกฟากถนน ตรงนี้มีทั้งโลตัสและบิ๊กซีแบบเล็กๆ ที่เคยเห็นตามต่างจังหวัดโดยทั่วไป ผมเจอแผงขายผลไม้น้อยใหญ่อยู่สองสามแผง แม่ค้าขายผลไม้หลายอย่าง แต่จะมากที่สุดจนผิดสังเกตก็คงเป็นแก้วมังกรและอะโวคาโด ผมมารู้ทีหลังว่า สองอย่างนี้คือสิ่งที่ปลูกกันเป็นล่ำเป็นสันที่นี่ เป็นของโคตรดีที่ชาวภูเรืออยากอวดให้ชาวบ้านต่างถิ่นอย่างผมรับรู้และลิ้มลอง
ตอนนี้ผมกลับมาอยู่หน้าตลาดภูเรือที่หยุดรถนั่งเปิดแผนที่เข้าบ้านพี่หนูดีเมื่อวานนี้แล้ว ข้างๆ ตลาดมีป้ายสีน้ำตาลขนาดใหญ่ เขียนว่า “อุทยานแห่งชาติภูเรือ” ใช่เลยที่นี่มีอุทยานแห่งชาติด้วย มียอดภูเรืออันสวยงาม ยอดเขาที่สูงที่สุดในภูเรือด้วยความสูงกว่า 1,365 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล
ผมเลี้ยวเข้าไปตามทางนั้นกะว่าจะไปสำรวจข้างใน ถ้าเจอร้านกาแฟก็จะสั่งมากินสักแก้ว นั่งกินชิลๆ เอาบรรยากาศ เพื่อดับร้อนดับกระหายให้เบาบางลงบ้าง ภูเรืออากาศดี แต่ขึ้นชื่อว่าแดดก็ร้อนไม่ต่างจากที่อื่นๆ ขี่ไปจนใกล้ถึงทางเข้าแล้ว ดันนึกขึ้นมาได้ว่าผมลืมพกเงินสดมา (อีกแล้ว) ก็จะจ่ายเงินเข้าไปในเขตอุทยานไม่ได้ เลยต้องขี่รถออกจากด่านทางเข้าอุทยานแบบหน้าแห้งๆ พลางกับปลอบใจตัวเองว่า ยังอยู่ที่นี่อีกนานโข ยังมีเวลาให้มาเที่ยวอยู่อีกนานนม ผมค่อยมาวันหลังก็ยังทัน
---





ว่าที่ร้านอาหารสุดโปรด
เทียวไปเทียวมาบนหลังรถมอเตอร์ไซค์สำรวจภูเรือชั่วอึดใจเดียวก็ถึงเวลาเที่ยงตรง ผมหิวแล้วแต่ไม่อยากกินก๋วยเตี๋ยวร้านเมื่อวานเพราะไม่ค่อยถูกปาก เลยคิดว่าจะหาร้านใหม่นั่งกินข้าวเที่ยง ผมเกิดมาเป็นคนใต้ ชอบอาหารเผ็ดร้อน รสจัดจ้าน ถ้าไม่ได้กินจะรู้สึกว่าจิตวิญญาณส่วนหนึ่งในตัวของเรามันขาดหายไป ไม่ใช่ว่าต้องกินทุกวัน แต่ต้องคอยเติมเป็นระยะไม่ให้ขาดเสมือนคนรดน้ำต้นไม้ หากทอดทิ้งไปก็เฉาตาย นี่ผมไม่ได้กินอะไรเผ็ดๆ มาหลายวันแล้ว อาการชักจะลงแดง
ไปสะดุดตากับข้าวแกงร้านหนึ่ง เห็นมีคนยืนอออยู่หน้าร้านหลายคนก็พออนุมานได้ว่า ร้านนี้อร่อย จุดประทับใจแรกคือ ที่ร้านนี้มีแกงใต้ขาย ผมด้อมๆ มองๆอยู่ตรงหม้อแกงสามสี่ใบที่ตั้งเรียงหน้ากระดาน ไม่ลังเลที่จะสั่งข้าวราดคั่วกลิ้งของโปรดมาเติมความเผ็ดให้ร่างกาย เรื่องของรสชาติถือว่าไม่ผิดหวัง ผมคิดว่าอาหารร้านนี้อร่อยดี แถมมีผักน้ำพริกให้กินฟรี ส่วนความเผ็ดอยู่ในระดับกลางๆ คนใต้กินได้แม้ไม่กระชุ่มกระชวยหัวใจร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม ผมจดชื่อร้านนี้ลงไปในลิสต์ ถ้าวันไหนคิดอะไรไม่ออกก็คิดว่าจะมากิน
ผมอิ่มแล้วกำลังจะเดินไปจ่ายเงิน มองเห็นป้ายสีแดงมีชื่อร้านอยู่บนฝาผนังทางซ้าย แอบงงนิดหน่อยเพราะร้านนี้ชื่อ “บ้านขนมจีน” แต่ไม่เห็นมีขนมจีนขาย มีรูปเจ้าของร้านยืนแอ็กท่าเป็นพรีเซนเตอร์เองในชุดคาวบอยถือปืนสั้น จังหวะนั้นผมถึงกับแอบอมยิ้ม นึกถึงคำพูดที่เขาชอบแซวคนใต้กันว่า “ประตูมีกลอน คนคอนมีปืน” แต่อันนี้เจ้าของร้านข้าวแกงที่ภูเรือก็มีปืนเหมือนกัน
---

บนศาลาไม้ก่อนนอน
พอดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าความมืดก็ค่อยเข้ามาแทนที่ ผมเสร็จสิ้นภารกิจสำรวจเมืองวันแรก กำลังนั่งอยู่บนศาลาไม้หลังเดิมที่เอาของมาวางไว้เมื่อเช้า ตาตั๊กซ่อมบันไดบ้านเสร็จแล้วตั้งแต่ช่วงบ่าย ข้าวของในกระเป๋าถูกแกะออกมาบางส่วน เพราะผมตัดสินใจเรียบร้อยแล้วว่าจะแคมป์ที่ศาลานี้แทนที่จะนอนบนบ้าน ข้างบนคงนอนสบายกว่าจริง แต่ไม่รู้เป็นไงเหมือนกันที่ผมชอบศาลาข้างล่างนี้มากกว่า
คืนนี้นอนเปลอีกเช่นเคย พร้อมกับอุปกรณ์เพิ่มความสบายอย่างถุงนอนและหมอนเป่าลม ผมมีดวงไฟดวงเล็กๆ กับพัดลมพกพาผูกไว้กับสายหลัก (Ridgeline) ของเปลด้วย เอาไว้ส่องสว่างกับเป่าไล่ยุง ห้องน้ำอยู่ไกลจากตรงนี้ไม่มากนัก ต้องเดินผ่านกอไผ่ เหยียบย่ำไปบนดินเลนอ่อนนุ่มและเลอะเท้านิดๆ
อาบน้ำเสร็จสรรพก็กลับมานอนเปล จัดการก่อไฟนิดหน่อย เอาไว้ต้มน้ำร้อนชงชาที่เตรียมมาจากบ้าน แถวนี้มีเศษไม้ไผ่แห้งให้ใช้ก่อไฟเยอะมาก ผมไปหยิบมากำใหญ่ๆ เอาไว้เติมเวลาไฟมอด แสงจากกองไฟทำให้ตรงนี้ที่มืดสนิทกลับสว่างไสวขึ้นมา เวลานี้ไม่ได้ทำอะไรมากมายและกำลังจะเคลิ้มหลับด้วยความเหนื่อย รู้แต่ว่าวันนี้มีความสุขมาก อยากจะมีความสุขให้ได้อย่างนี้ในทุกๆ วัน รู้ว่ามันยาก แต่ก็อยากให้เป็นแบบนั้นได้อยู่ดี
ความสุขแม้เพียงชั่วคราวก็จะโอบกอดมันไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ชีวิตที่ได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติและไม่ต้องคอยกังวลกับเสียงแจ้งเตือนจาก MS Teams นี่มันดีจริงๆ
แสงเขียวเหลืองกำลังเคลื่อนผ่านตอนที่นอนอยู่ในเปล ที่นี่มีหิ่งห้อยด้วย ผมไม่ได้เห็นมานานมากแล้ว
ติดตามตอนต่อไปที่ EP.4

